โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน

โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน

          “ฉีดโบท็อกซ์มาทั้งที ไม่รู้จะอยู่ได้นานกี่เดือน” อาจเป็นประโยคคำถามของใครหลาย ๆ คนที่ฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว รวมถึงคนที่ยังไม่ได้ฉีดหรือกำลังลังเลใจว่าจะฉีดดีไหมคงอยากทราบเช่นกัน อย่างที่ทุกคนอาจทราบกันดีอยู่แล้วว่าโบท็อกซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วจะอยู่กับเราได้ตลอดไป แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าฉีดโบท็อกซ์แล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหน ปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อระยะเวลาการคงอยู่ของโบท็อกซ์ ทำอย่างไรโบท็อกซ์ถึงจะอยู่กับเราได้นาน ๆ แล้วถ้าโบท็อกซ์หมดฤทธิ์แล้วกลับมาฉีดได้เลยไหม ฉีดได้บ่อยแค่ไหน เราจะมาไขข้อสงสัยกันในบทความนี้กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?

ต้องบอกก่อนเลยค่ะว่าการฉีดโบท็อกซ์ไม่ใช่หัตถการที่ทำแล้วผลลัพธ์คงอยู่ได้ถาวร แต่สามารถอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์จะสามารถสลายไปเองตามธรรมชาติ ปกติแล้วโบท็อกซ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-8 เดือน โดยโบท็อกซ์กรามและปีกจมูกจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน โบท็อกซ์ริ้วรอยอยู่ได้นานประมาณ 3-4 เดือน

โบท็อกซ์จะหมดฤทธิ์ช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอย่างเช่น ยี่ห้อของโบท็อกซ์ ยิ่งโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนมีความบริสุทธิ์มากผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งอยู่ได้นาน นอกจากนี้การดูแลตนเองหลังฉีด และการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นส่วนสำคัญด้วยค่ะ

ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์

  • ยี่ห้อของโบท็อกซ์

ยี่ห้อของโบท็อกซ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์มากเลยค่ะ เพราะโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อจะมีความบริสุทธิ์ ปริมาณสาร และคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งโบท็อกซ์ตัวไหนมีความบริสุทธ์มาก ระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์ก็จะยิ่งอยู่ได้นาน

  • ความชำนาญและเทคนิคของแพทย์

แพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จะสามารถให้คำปรึกษาที่ดี และทราบถึงวิธีการรักษาที่ตรงกับความต้องการและเหมาะสมปัญหาของเรา แต่ถ้าหากแพทย์ที่ทำการฉีดโบท็อกซ์ไม่มีความชำนาญ อาจคำนวณปริมาณที่เหมาะสมในการฉีดโบท็อกซ์ผิดพลาดได้ หรืออาจฉีดโบท็อกซ์เข้าไปยังมัดกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ผิด ทำให้ผลลัพธ์อยู่ไม่นานเท่าที่ควร อีกทั้งยังอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ อย่างเช่น ปากเบี้ยว ใบหน้าเป็นอัมพาต หนังตาตก เป็นต้น

  • ตำแหน่งที่ฉีด

ในแต่ละส่วนของร่างกายจะมีปริมาณมัดกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนบริเวณที่เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น แขน ขา น่อง ส่วนนี้จะมีปริมาณเส้นใยกล้ามเนื้อที่มาก ส่งผลให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เร็ว ดังนั้นระยะเวลาการคงอยู่ของโบท็อกซ์จะอยู่ได้สั้นกว่าการฉีดโบท็อกซ์บริเวณที่เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างบริเวณใบหน้าหรือกราม

นอกจากนี้ในแต่ละบุคคลจะมีความแข็งแรงหรือมวลของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป คนที่มวลกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงกว่าจะทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้ไม่นานเท่าคนที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่าค่ะ

  • ปริมาณโบท็อกซ์ที่เหมาะสม

ในแต่ละตำแหน่งจำนวนยูนิตของโบท็อกซ์ที่ใช้จะแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับรูปหน้าและปัญหาของคนไข้ การใช้โบท็อกซ์ให้เหมาะสมกับปัญหาที่ต้องการแก้ไขและตำแหน่งที่ฉีดจะทำให้โบท็อกซ์มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากปริมาณของโบท็อกซ์มีความเจือจางมากเกินไปหรือจำนวนยูนิตที่ใช้ไม่ถูกต้องกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้อยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควรค่ะ

  • การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์และการดำเนินชีวิตประจำวัน

โบท็อกซ์จะหมดฤทธิ์ช้าหรือเร็วขึ้นนั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การดูแลตนเองและการใช้ชีวิตประจำวันของเราค่อนข้างมีความสำคัญอย่างมาก การแสดงสีหน้าบ่อย ๆ การเคี้ยวอาหารที่มีความแข็งหรือเหนียวมาก ๆ  เองก็เหมือนการบริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้าทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้ากลับมาทำงานเป็นปกติได้ไวขึ้น  ถ้าเราอยากให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นาน ๆ การปฏิบัติตนหลังฉีดโบท็อกซ์ตามที่แพทย์แนะนำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

การฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำช่วยทำให้โบท็อกซ์อยู่ได้นานขึ้นจริงไหม?

การฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำ โดยประจำในทีนี้ขอย้ำว่าไม่ใช่ทุกเดือนนะคะ ถ้าอย่างนั้นคงไม่พ้นอาการดื้อยาแน่ ๆ ค่ะ แต่การฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานนั้นควรอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสม และอาจทำให้ผลลัพธ์ของการฉีดของครั้งถัด ๆ ไปอยู่ได้ยาวนานขึ้น เพราะโบท็อกซ์จะระงับการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ได้ใช้งาน กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหดตัว และมีขนาดเล็กลง

ดังนั้นผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์มาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผลลัพธ์ในการฉีดครั้งถัด ๆ ไปอยู่ได้นานขึ้นนั่นเอง รวมถึงอาจได้ใช้โบท็อกซ์น้อยลงอีกด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ที่ทำการรักษา ดังนั้นเราควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่แพทย์จะสามารถให้การรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของเราได้ค่ะ

ทำอย่างไรให้โบท็อกซ์อยู่กับเราได้นานๆ

ทำอย่่างไรให้โบท็อกซ์อยู่ได้นาน
  • เลือกฉีดกับแพทย์ที่มีความชำนาญ เพราะการฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและอยู่ได้นานนั้นต้องมีการคำนวณผสมตัวยาที่ถูกต้อง ไม่เจือจางมากเกินไป และฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • งดออกกำลังกายอย่างหนักหลังจากฉีดในช่วง 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส การถูใบหน้าเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังฉีด
  • หลังจากฉีดโบท็อกซ์ให้บริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด เพื่อทำให้โบท็อกซ์กระจายตัวได้อย่างทั่วถึง
  • หลีกเลี่ยงการอบไอน้ำ ซาวน่า ทรีทเม้นท์ เลเซอร์ใบหน้า หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้สัมผัสกับความร้อนโดยตรง
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป สวมแว่นกันแดด สวมหมวก หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
  • รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ถั่วลิสง
  • ทาครีมบำรุงผิวหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • งดการสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่จะทำลายเซลล์ผิว ทำให้คอลลาเจนในร่างกายสลายตัว และลดประสิทธิภาพของการฉีดโบท็อกซ์ได้
  • งดดื่มแอลกอฮอล์หลังจากฉีดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียด ทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย แก่เร็ว และส่งผลกระทบต่อการรักษาของโบท็อกซ์ได้ในระยะยาว อีกทั้งยังทำให้เราเผลอแสดงสีหน้าอย่างการขมวดคิ้ว ย่นหน้าผากโดยไม่รู้ตัว

ฉีดโบท็อกซ์ได้บ่อยแค่ไหน?

เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์แล้วเราสามารถกลับมาฉีดได้อีกครั้ง โดยระยะเวลาห่างในการฉีดโบท็อกซ์ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว การดูแลรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น หากเป็นผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์มาหลายครั้งอาจมีระยะเวลาที่แตกต่างจากผู้ที่ไม่เคยฉีดมาก่อน เพราะผลลัพธ์ของโบท็อกซ์มักจะอยู่ได้นานกว่าในผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์มาอย่างต่อเนื่อง

โดยระยะห่างของการฉีดโบท็อกซ์ในแต่ละครั้งควรมีระยะห่างอย่างน้อย 3-4 เดือน เพื่อความปลอดภัยและลดโอกาสเสี่ยงที่จะดื้อยาค่ะ

สรุป

โบท็อกซ์เป็นหัตถการที่ทำแล้วไม่ได้คงอยู่ถาวร เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์จะสามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีอันตรายใด ๆ กับร่างกาย โดยปกติฤทธิ์ของโบท็อกซ์สามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 4-8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย อย่างเช่น ตำแหน่งที่ฉีด ยี่ห้อของโบท็อกซ์ การปฏิบัติตนหลังฉีดและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์และคลินิกที่เลือกฉีดโบท็อกซ์ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะจะได้รับการรักษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์และมั่นใจได้ว่าตัวยาที่ใช้ได้มาตรฐานและอย.

เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์เราสามารถกลับมาทำการรักษาอีกครั้งได้ แต่ควรมีระยะห่างในการฉีดแต่ละครั้งคือ 4-6 เดือน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันโอกาสเสี่ยงที่จะดื้อยาค่ะ